บทความสุขภาพ

นั่งแบบไหน…สุขภาพดี?

จากการวิจัยของสมาคมระหว่างประเทศของแพทย์รังสีวิทยาRSNA ประเทศ America ได้แสดงให้เห็นว่า การนั่งเอน135 องศา เป็นท่านั่งที่สบาย และผ่อนคลายที่สุด การกดทับที่เกิดจาการนั่งน้อยที่สุด ความเจ็บปวดที่เกิดจากออฟฟิศซิมโดรม ส่วนใหญ่เริ่มจากการนั่งที่ไม่ถูกวิธีและเก้าอี้ไม่รองรับสรีระ สะสมกันมานานๆหลายปี หลายคนหมดเงินไปกับการรักษา แต่ไม่เคยหันมาดูแลสุขภาพของตัวเอง ลองปรับเปลี่ยนการนั่งของคุณดูนะคะ แล้วสุขภาพจะดีขึ้นตามลำดับ

บทความสุขภาพ

เก้าอี้เพื่อสุขภาพ คืออะไร?

               เก้าอี้เพื่อสุขภาพในอุดมคติของ DF Prochair คือเก้าอี้ที่สามารถปรับได้ทุกสัดส่วน เพื่อความต้องการและรองรับสรีระของบุคคลนั้นๆ ได้อย่างลงตัว เป็นเก้าอี้ที่นั่งสบายและไม่ทำให้ปวดหลังในเวลานั่งนานๆ ระบายอากาศอย่างดีเยี่ยม ไม่ทำให้เกิดเหงื่อหรือละคายเคืองในเวลาการนั่ง เช่น การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ นั่งออกแบบ นั่งคิดวิเคราะห์ นั่งเผื่อผ่อนคลายอริยาบทต่าง จำพวกบุคคลที่ประกอบอาชีพ โปรแกรมเมอร์ ออกแบบกราฟิกดีไซน์ ครีเอทีฟ นักออกแบบ คอมพิวเตอร์เพื่อธุรกิจต่าง งานในสำนักงานต่างๆ หรือเก้าอี้ของผู้บริหาร ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการนั่งทำงานนานๆเหล่านี้ DF Prochair จึงออกแบบเก้าอี้ตอบสนองความต้องการนี้เป็นอย่างดีเยี่ยม เพราะเก้าอี้ทุกๆตัวของ DF Prochair ได้ออกแบบมาหลายรุ่นเพื่อความต้องการของร่างกายที่แตกต่างกันไป เป็นเก้าอี้ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ทำให้เกิดมลพิษในอากาศ และเป็นเก้าอี้ที่ไม่มีกลิ่นอับ DF Prochair เป็นเก้าอี้ที่สามารถตอบสนองในการสิ่งเหล่านี้ได้อย่างดีเยี่ยมไม่ทำให้เกิดกลิ่นอับและมลพิษในห้องทำงานแต่อย่างใด DF Prochair จึงได้ผ่านการยอมรับของ GreenGuard เก้าอี้ยอดเยี่ยมของสหรัฐอเมริกา เป็นเก้าอี้ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เก้าอี้เพื่อสุขภาพของ DF Prochair เมื่อหมดอายุการใช้งานสามารถนำไปรีไซเคิลได้ถึง 98%

บทความสุขภาพ

ความ “เสื่อม”มาเยือนคุณ?

หากคุณเป็นคนที่มีอาการปวดตามบริเวณข้อต่างๆในร่างกาย บนช่วงไหล่ คอ หลัง เอว เข่า และเท้า นั่นคือสัญญาณเตือนว่าร่างกายของคุณมีความผิดปกติ แต่อย่าเพิ่งมองว่าเป็นเพียงความเจ็บป่วยเล็กน้อย เพราะความผิดปกตินี้อาจเป็นสัญญาณอันตรายที่ก่อให้เกิด “โรคกระดูกเสื่อม” ซึ่งวัยทำงานเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ก่อนวัยอันควร อันเนื่องมาจากการทำงานที่ต้องใช้ร่างกายในท่าทางเดิมซ้ำๆเป็นเวลานานของช่วงเวลานั้น

ที่มาของโรคนี้เกิดจากอายุมากขึ้น กรรมพันธุ์ หรือมักเป็นบริเวณที่ใช้รับน้ำหนักและเคลื่อนไหวมากๆ ในที่นี้คือส่วนข้อเข่า ข้อสะโพก ข้อกระดูกสันหลัง กระดูกต้นคอ แต่จะมีผลกระทบมากที่สุดคือข้อเข่า และข้อสะโพก เนื่องจากเป็นข้อต่อกระดูกเชิงกรานและกระดูกต้นขาที่ต้องรองรับน้ำหนักของร่างกายในขณะที่ยืน เดิน นั่ง แม้กระทั่งการนอน หากมีการใช้งานส่วนใดส่วนหนึ่งมากๆ และนานๆอาจเกิดการสึกหรอในส่วนนั้นได้นั่นเอง

ถ้าคุณต้องเผชิญกับโรคกระดูกเสื่อม วิธีการรักษาก็คงหนีไม่พ้นการไปพบแพทย์และอาจเข้ารับการผ่าตัดเมื่ออาการของโรคทำให้คุณเจ็บปวดมากขึ้น จนอาการดังกล่าวรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันและอาจส่งผลไปถึงการทำงานในอนาคต ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมากมายก็จะตามมาในไม่ช้า
จะดีกว่าหรือไม่…ถ้าวัยทำงานอย่างเราจะหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น ก่อนที่ร่างกายจะได้รับความเจ็บปวดหนักจนต้องเข้ารับการรักษา โดยเลือกวิธีดูแลตัวเองง่ายๆจากการใช้ชีวิตประจำวัน อาจเห็นได้จากการวิ่งออกกำลังกายจนกล้ามเนื้อและกระดูกมีความเจ็บปวดจนส่งผลให้มีการบาดเจ็บ สามารถหลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้โดยคำนึงเวลาในการออกกำลังกายให้พอดีและเหมาะสมกับตนเอง และการนั่งทำงานนานๆก็อาจทำให้เกิดอาการปวดหลัง ต้นคอ ขา รวมไปถึงแผลกดทับที่อาจจะเกิดขึ้น เราควรปรับเปลี่ยนวิธีการนั่งให้ถูกวิธี โดยบริเวณด้านหลังควรชิดพนักพิงเก้าอี้ แต่ตัวไม่ตรงจนเกินไป วางท่าที่สบาย เท้าวางที่พื้นพอดี เข่าไม่งอ แขนมีที่รองรับเพื่อลดความเมื่อยล้าขณะใช้แป้นพิมพ์ของคอมพิวเตอร์

จะเห็นได้ว่า…ไม่เฉพาะคนสูงอายุที่จะเป็นโรคกระดูกเสื่อมหรือเป็นโรคนี้โดยกรรมพันธุ์ ในความเป็นจริงแล้วหากคุณใช้ชีวิตหักโหมในทิศทางใดทิศทางหนึ่งมากๆ ภัยร้ายไกลตัวอาจขยับเข้ามาใกล้ตัวคุณมากขึ้นเรื่อยๆ เราควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหลายๆอย่างในชีวิตที่คิดว่าจะเป็นผลเสียต่อสุขภาพ ก็จะส่งผลให้เราใส่ใจและดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น ในเมื่อสุขภาพกายแข็งแรงดีแล้ว สุขภาพจิตก็จะแจ่มใสตามมาอย่างแน่นอน

บทความสุขภาพ

รวม 30 ปัญหาสุขภาพยอดฮิต คนวัยทำงาน

คอลัมน์ชีวจิตพลัสฉบับนี้ขอรวบรวมปัญหาสุขภาพที่ผู้อ่าน คนวัยทำงาน มักสอบถามมายังชีวจิตผ่านทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นจดหมาย โทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ต โดยขอความอนุเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆมาให้คำตอบเพื่อให้คนวัยทำงาน รู้ทันทุกปัญหาสุขภาพของตัวคุณเองค่ะ

ปัญหาโรคกาย ไม่รู้ไม่ได้แล้ว

ปวดศีรษะ ปวดหลัง ปวดไหล่ สารพัดปัญหาสุขภาพค่ะ

1.Q : ชอบกลั้นปัสสาวะขณะทำงาน หากยังทำงานไม่เสร็จจะไม่ยอมเข้าห้องน้ำ ระยะหลังรู้สึกว่าฉี่กระปริบประปรอย อาการดังกล่าวบ่งบอกว่าเริ่มป่วยแล้วใช่ไหมคะ
A : การกลั้นปัสสาวะจะทำให้กล้ามเนื้อหูรูดที่กระเพาะปัสสาวะอ่อนแรง เมื่อกล้ามเนื้ออ่อนแรงจึงไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ การฉี่กะปริบกะปรอยถือเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนว่า กล้ามเนื้อส่วนนั้นไม่แข็งแรงดังเดิม นอกจากนี้ การกลั้นปัสสาวะจะทำให้เชื้อโรคที่อยู่ในปัสสาวะลุกลามไปที่ไตและกรวยไต ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบและกรวยไตอักเสบ ทางที่ดีจึงไม่ควรกลั้นปัสสาวะ
นายแพทย์สมสินธุ์ ฉายวิจิตร แพทย์ประจำชีวจิตโฮมคลินิก
2. Q : เข้าทำงานช่วงบ่ายและเลิกประมาณสี่ทุ่ม ทำให้ติดนิสัยกินอาหารตอนกลางคืนแล้วนอนเลย ช่วงหลังรู้สึกว่าตื่นขึ้นมาแล้วเจ็บคอ หลังกินอาหารบางมื้อจะจุกลิ้นปี่และแสบร้อนกลางอก ควรทำอย่างไรดี
A : อาการดังกล่าว คือ อาการของโรคกรดไหลย้อน เกิดจากกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่างมีการคลายตัวอย่างผิดปกติ ทำให้กรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหาร สาเหตุมาจากการกินอาหารรสจัด ของมัน ของทอด และน้ำอัดลม รวมทั้งพฤติกรรมการกินอาหารแล้วนอนทันที การปรับพฤติกรรมการกินจะช่วยเยียวยาอาการได้ส่วนหนึ่ง โดยงดกินอาหารรสจัด ของทอด
อาหารฟาสต์ฟู้ด ไม่กินอาหารก่อนนอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง ผ่อนคลายความเครียด และออกกำลังกาย
นายแพทย์สมสินธุ์ ฉายวิจิตร แพทย์ประจำชีวจิตโฮมคลินิก

3. Q : หลังกินอาหารเที่ยงมักมีอาการท้องอืด ไม่ทราบว่าเกิดจากอะไร
A : อาการท้องอืดเกิดจากการที่กระเพาะอาหารถูกสมองแย่งเลือดและออกซิเจนไปใช้ กระบวนการดูดซึมอาหารจึงทำงานบกพร่อง ทำให้อาหารไม่ย่อย ท้องอืด เรอ ผายลม รวมไปถึงท้องผูก ดังนั้น ควรทำงานที่ใช้สมองหลังกินข้าวแล้วอย่างน้อยสองชั่วโมง
หากไม่สามารถทำได้ แนะนำให้ดื่มน้ำสองแก้วก่อนมื้ออาหารหนึ่งชั่วโมง และดื่มน้ำอีกหนึ่งถึงสองแก้วประมาณสองชั่วโมงหลังมื้ออาหาร เพื่อเพิ่มการหลั่งน้ำย่อยและกระตุ้นเอนไซม์ที่จำเป็นต่อการย่อยอาหาร
นายแพทย์สมสินธุ์ ฉายวิจิตร แพทย์ประจำชีวจิตโฮมคลินิก
4. Q : ทุกครั้งที่ประชุมงานจะมีอาการปวดไมเกรนจนอาเจียน ไม่ทราบว่ามีวิธีการรักษาหรือเยียวยาอย่างไรบ้างคะ
A : อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง กูรูต้นตำรับชีวจิต กล่าวถึง การเยียวยาโรคไมเกรนด้วยวิถีธรรมชาติด้วยการทำดีท็อกซ์ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือ กูไม่แน่ สำนักพิมพ์คลินิกสุขภาพ หน้า 78 – 81)
นอกจากการทำดีท็อกซ์ แล้วยังสามารถใช้วิธีวารีบำบัดควบคู่ไปด้วย ดังนี้
1.ห่อน้ำแข็งด้วยผ้าขนหนูผืนเล็ก แล้ววางลงบนศีรษะ หน้าผาก และท้ายทอย
2.จุ่มปลายนิ้วมือในน้ำแข็งจนปลายนิ้วเย็น แล้วใช้ปลายนิ้วคลึงศีรษะไปมา โดยเฉพาะบริเวณขมับและต้นคอ
3.แช่เท้าในอ่างที่ผสมน้ำร้อนพอทนได้กับน้ำส้มสายชู ความร้อนของน้ำจะทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
4.นั่งแช่น้ำในอ่างน้ำร้อนสลับกับน้ำเย็น โดยนั่งหลังตรงเพื่อยืดกระดูกสันหลัง
หมายเหตุ : ควรวางห่อน้ำแข็งไว้บนศีรษะด้วยในขั้นตอนที่ 3-4
นิตยสารชีวจิต ฉบับที่ 13 หน้า 18 คอลัมน์ เคล็ดลับสุขภาพ
เรื่อง ลดอาการไมเกรนด้วยวิธีธรรมชาติ
5. Q : ไม่มีปัญหาสายตาสั้นหรือยาว แต่หลังจากทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ตาจะพร่ามัว มองเห็นตัวหนังสือซ้อนกัน เกิดจากอะไร
หากซื้อแว่นป้องกันรังสีจอคอมพิวเตอร์ที่วางขายตามท้องตลาดจะสามารถถนอมสายตาได้หรือไม่
A : สายตาพร่ามัวหลังทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน เกิดจากหลายสาเหตุดังนี้ 1.ตาแห้ง 2.กล้ามเนื้อตาล้า 3.มีปัญหาสายตาสั้น ยาว เอียงที่ไม่ได้แก้ไขให้ถูกต้อง และ 4.อัตราการกะพริบของจอภาพต่อวินาที (Screen Refresh Rate) ช้าเกินไป ซึ่งขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของการ์ดแสดงผลหน้าจอคอมพิวเตอร์ หากหน้าจอคอมพิวเตอร์มีอัตราการเปลี่ยนภาพต่ำกว่ามาตรฐาน คือ 85 (เฮิร์ทซ์) ต่อวินาทีอาจทำให้กล้ามเนื้อดวงตาล้าได้ การตรวจสอบสาเหตุของอาการตาพร่ามัวจะช่วยให้แก้ไขได้ตรงจุดมากขึ้น
ส่วนแว่นป้องกันรังสีจอคอมพิวเตอร์อาจเพิ่มความคมชัดได้เท่านั้น แต่ช่วยป้องกันรังสีไม่ได้ เพราะรังสีที่แผ่ออกมาจากจอคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันไม่มีอันตรายต่อดวงตาจนถึงขั้นก่อให้เกิดโรค
รองศาสตราจารย์นายแพทย์ปริญญ์ โรจนพงศ์พันธุ์
ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

6. Q : ยืนขายของทั้งวันจนปวดขาและมีเส้นเลือดขอด ควรทำอย่างไรดี
A : การยืนหรือนั่งนานๆทำให้เกิดเลือดคั่งและเกิดการอุดตันบริเวณลิ้นของหลอดเลือด หรือมีการอักเสบที่ผนังหลอดเลือดดำ จึงทำให้ผนังหลอดเลือดดำที่ชั้นใต้ผิวหนังเกิดการขยายตัวแบบผิดปกติ กลายเป็นเส้นเลือดขอดตามมา
ขณะทำงานจึงควรปรับเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ นอกจากนี้ควรออกกำลังกาย เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อลิ้นหลอดเลือดดำเปิดปิดได้สะดวก นอนยกขาให้สูงกว่าระดับหัวใจ โดยใช้หมอน
หนุนบริเวณปลายเท้าหรือใต้หัวเข่า และหลีกเลี่ยงการสวมสเตย์หรือเสื้อผ้าที่รัดรูป เพราะจะทำให้ลิ้นของหลอดเลือดดำทำงานลำบากขึ้น
นายแพทย์เจริญ เดโชธนวัฒน์ แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป
โรงพยาบาลหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์
7. Q : ทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อน ตื่นเช้าขึ้นมาวันหนึ่งรู้สึกว่าบ้านหมุน ทำอย่างไรดี จะเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันไหม
A : การทำงานหนักแล้วมีอาการวิงเวียนไม่ได้เกิดจากโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน แต่มักเกิดจากความเครียดสะสม เมื่อมีความเครียด ระบบต่างๆในร่างกายจะทำงานผิดปกติ เช่น สารอะดรีนาลีนหลั่งออกมามาก ตับปล่อยน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด และหัวใจเต้นเร็ว ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุให้เกิดอาการวิงเวียน มึนศีรษะได้
นายแพทย์สมสินธุ์ ฉายวิจิตร แพทย์ประจำชีวจิตโฮมคลินิก
8. Q : ประกอบอาชีพประดิษฐ์งานฝีมือขาย เริ่มรู้สึกว่ามีอาการชาที่ปลายนิ้วมือ เกี่ยวข้องกันหรือไม่
A : อาการมือชา ปลายนิ้วชา เกิดได้จากหลายสาเหตุ คือ 1. ขาดวิตามินบี 1 เพราะกินอาหารไม่ถูกสัดส่วนและดื่มแอลกอฮอล์ 2.เกิดการกดทับของเส้นประสาทส่วนที่อยู่เหนือข้อมือ และ 3. เป็นโรคเส้นประสาทมือถูกบีบรัด ซึ่งเกิดจากการใช้ข้อมือในท่าทางที่ผิดติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น การเย็บผ้า ซักผ้า ใช้เมาส์คอมพิวเตอร์
ระยะแรกอาจเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตด้วยการเลิกดื่มแอลกฮอล์ กินแป้งไม่ขัดขาว และหยุดพักการใช้ข้อมือเป็นระยะๆ ขณะทำงาน หากยังไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์โรคใจ ภัยจากเครียด
ความเครียดและปัญหาจากการทำงาน คือ ตัวการหลักที่บั่นทอนอารมณ์คนทำงานให้ขุ่นมัว หากปล่อยทิ้งไว้นานอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตได้ ชีวจิตจึงสอบถาม นายแพทย์หม่อมหลวงสมชาย จักรพันธุ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต ถึงวิธีจัดการความเครียดมาให้ค่ะ
9. Q : ชอบเผลอตัวถอนผมเวลาทำงานจนหัวล้าน เป็นโรคจิตไหม
A : การดึงผมขณะมีความเครียด ถือเป็นการระบายออกอย่างหนึ่ง ส่วนใหญ่มักเป็นพฤติกรรมที่เป็นมาตั้งแต่เด็ก ไม่ถือว่าเป็นโรคจิต แต่หากมีพฤติกรรมบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น เช่น ดึงจนผมบางเป็นหย่อมๆ อาจต้องหาทางจัดการกับความเครียดด้วยวิธีอื่นและปรึกษาจิตแพทย์
10. Q : ทำงานเครียดจนนอนไม่หลับ ถ้านอนหลับก็ฝันเป็นเรื่องงาน
A : การฝันถึงเรื่องงานเป็นสัญญาณเตือนว่า เราหมกมุ่นกับเรื่องงานมากเกินไป ต้องแก้ไขด้วยการรู้จักแบ่งเวลาและความคิดให้ชัดเจนว่า เวลาใดควรให้ความสำคัญกับเรื่องใด ไม่นำงานกลับมาทำที่บ้าน และควรหาเวลาว่างหรือหากิจกรรมที่ชื่นชอบทำ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด
11. Q : ขี้หงุดหงิด สมาธิสั้น และหลงลืมง่าย ทำให้ลืมว่าต้องทำงานอะไรบ้าง

A : สมองของเราจะกำจัดเรื่องที่เข้ามาในสมองเป็นปกติอยู่แล้ว ดังนั้น เราต้องทำความเข้าใจว่า การหลงลืมเป็นเรื่องปกติ ไม่ควรใส่อารมณ์จนรู้สึกไม่พอใจ เพราะจะยิ่งทำให้ไม่มีสมาธิจดจ่อกับงาน ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ทางแก้ก็คือ ควรบอกตัวเองว่าควรจดจำเรื่องที่สำคัญและกำจัดเรื่องที่ไม่จำเป็นออกจากสมองไปบ้าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้สมองและป้องกันความเครียด
12. Q : เปลี่ยนที่ทำงานบ่อยมาก จนรู้สึกว่าตัวเองมีความอดทนต่ำ
A : ก่อนอื่นควรเลิกตำหนิตัวเองก่อน เพราะการมองตนเองในแง่ลบจะทำให้รู้สึกว่าไม่สามารถทำสิ่งใดสำเร็จ จากนั้นให้ลองเขียนสิ่งที่เราไม่สามารถอดทนได้ลงในกระดาษ แล้วดูว่าเป็นปัจจัยภายในหรือภายนอก หากเป็นปัจจัยภายนอกเราคงไม่สามารถไปควบคุมได้ แต่หากเป็นปัจจัยภายใน เช่น ความคิด หรือทัศนคติ เราก็ควรปรับเปลี่ยนให้เป็นแง่บวกมากขึ้นและยอมรับความจริง วิธีนี้จะทำให้เราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ชอบได้นานขึ้น
13. Q : ไม่ชอบวันจันทร์ โดยเฉพาะเช้าวันจันทร์มักหงุดหงิดและอารมณ์เสีย มีวิธีแก้ไขอย่างไร
A : อาการไม่ชอบวันจันทร์มักเป็นในคนทำงานออฟฟิศ แก้ไขได้โดยหาสาเหตุว่าทำไมถึงไม่ชอบ เช่น ไม่ชอบที่ทำงาน หรือทำกิจกรรมที่สมบุกสมบันในวันหยุดมากเกินไป เมื่อพบสาเหตุก็ให้แก้ด้วยการงดกิจกรรมดังกล่าว และบอกตัวเองว่าวันจันทร์คือวันเริ่มต้นแห่งสัปดาห์ทำงานเท่านั้น อีกสี่วันก็ถึงวันศุกร์แล้ว เท่านี้เราอาจรู้สึกดีขึ้นได้

14. Q : ทำงานในตำแหน่งประสานงานจึงต้องติดต่อกับเพื่อนร่วมงานทุกฝ่าย แต่เพื่อนร่วมงานมักจับกลุ่มแบ่งพวก ไม่ถูกกัน ทำให้ยากต่อการติดต่องานและวางตัว
A : ต้องทำความเข้าใจว่าที่ทำงานคือ สถานที่รวมตัวของคนหมู่มาก จึงไม่แปลกที่มีการรวมกลุ่มของบุคคลที่มีความชอบเหมือนกัน ดังนั้น เราจึงไม่จำเป็นต้องปฏิเสธการรวมกลุ่ม แต่ควรมองหากลุ่มคนที่ไม่ใช้เราเป็นเครื่องมือในการทำสิ่งไม่ดีและพูดคุยด้วยแล้วสบายใจ
นอกจากนี้ยังไม่ควรตัดสัมพันธ์กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะทำให้ยากต่อการทำงานและเกิดความขุ่นข้องหมองใจทั้งสองฝ่าย
15. Q : ขอวิธีผ่อนคลายความเครียดแบบง่ายสำหรับคนทำงานค่ะ
A : ทุกคนควรหาวิธีการผ่อนคลายความเครียดแบบที่ตัวเองชอบ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายเป็นกิจกรรมที่กระตุ้นการหลั่งสารเอนโดรฟิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา เพียงเท่านี้สุขภาพจิตของเราก็จะแข็งแรงออกกำลังกาย ยุ่งแค่ไหนก็ทำได้
สำหรับคนทำงานแล้ว คงไม่มียาใดออกฤทธิ์เยียวยาความเจ็บป่วย และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ดีเท่ากับการออกกำลังกาย แต่หากออกกำลังกายแบบผิดวิธี ยาวิเศษก็อาจเป็นยาพิษได้ ชีวจิตจึงสอบถาม นายแพทย์วิวัฒน์ วิริยกิจจา ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร คุณหมอผู้รักการออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจถึงการออกกำลังกายที่ถูกวิธีมาให้ค่ะ
16. Q : อยากวิ่งลดหุ่นตอนเย็นหลังเลิกงาน แต่เข่าไม่ดีทำอย่างไร
A : คนที่มีปัญหาเรื่องข้อเข่าสามารถลดน้ำหนักได้ด้วยการเดินเร็ว โดยมีเคล็ดลับอยู่ที่ต้องเดินจนเหนื่อย ทำอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอเป็นประจำ พร้อมกับควบคุมอาหาร
17.Q : ทำงานที่ต้องออกแรงยกของทั้งวัน และไม่มีเวลาออกกำลังกาย เพราะต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด ตอนเย็นกลับถึงบ้านก็หมดแรง ควรออกกำลังกายแบบไหนดี

A : งานประเภทใช้แรงยกของต้องอาศัยกล้ามเนื้อที่แข็งแรงเป็นหลัก ดังนั้นจึงแนะนำให้ออกกำลังกายแบบเพิ่มกล้ามเนื้อด้วยการยกดัมเบลล์ ผู้ชายอาจใช้น้ำหนักประมาณ 4-5 กิโลกรัม ผู้หญิงประมาณ 1.5 กิโลกรัม หากไม่ชอบอาจซื้อวีซีดีสอนเต้นแอโรบิกมาเต้นตามก่อนอาบน้ำสัก 15 นาที หรือเล่นฮูลาฮูปสักครึ่งชั่วโมงก็จะช่วยเพิ่มความกระฉับกระเฉงและจัดระเบียบกระดูกสันหลังได้
นอกจากนี้การรำกระบองในท่าแหงนดูดาวและท่าสีลม (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือ เตะสุดชีวิต โดยอาจารย์สาทิส อินทรกำแหง สำนักพิมพ์อมรินทร์สุขภาพ หน้า 29-55) ก็ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและคลายตัวให้กล้ามเนื้อได้
18.Q : อยากได้ท่าบริหารแก้ปวดหลังที่สามารถทำได้ที่โต๊ะทำงานเลยค่ะ
19.Q : งานที่ทำต้องเขียนหนังสือติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้ปวดไหล่ ไม่ทราบว่ามีท่าออกกำลังกายแก้ปวดไหมคะ
20.Q : โต๊ะทำงานสูงจนต้องปรับเก้าอี้สูงตาม ขาจึงไม่ถึงพื้น ทำให้ปวดเข่า มีวิธีแก้อย่างไร
A : สามคำถามนี้ คุณหมอวิวัฒน์ขอตอบรวมเป็นข้อเดียวกันดังนี้
ท่าบริหารหลังที่สามารถทำได้ที่โต๊ะทำงานทำโดย นั่งตัวตรง เหยียดเท้าตรง ค่อยๆก้มตัวใช้มือแตะปลายเท้า ค้างท่าไว้ นับ 1-5 กลับสู่ท่าเดิม จากนั้นบิดลำตัวไปทางซ้ายและขวา
ท่าบริหารไหล่ทำโดย วางมือขวาแนบใบหน้าด้านขวา มือและหน้าออกแรงดันต้านกันเต็มที่ สลับทำข้างซ้าย จากนั้นใช้มือวางบนหน้าผากแล้วออกแรงดันต้านกันเต็มที่ และประสานมือไว้ที่ท้ายทอย ออกแรงดันต้านกันเต็มที่เช่นเดียวกัน
ท่าบริหารเข่าทำโดย นั่งหลังตรง กระดกปลายเท้าซ้ายขึ้น เข่าเหยียดตรง ค้างท่าไว้ นับ 1-10 แล้วสลับทำข้างขวา ทำได้ทุกครั้งขณะพักทำงาน นอกจากนี้ควรหาเก้าอี้มารองเท้า เพื่อไม่ให้เท้าลอยจากพื้น

21.Q : ขี้เกียจออกกำลังกายมาก แต่อยากสุขภาพแข็งแรง ควรปรับวิธีคิดอย่างไรให้มีแรงจูงใจ
A : สำหรับคนที่ไม่ชอบออกกำลังกาย อยากให้บอกตัวเองเสมอว่า “อย่ารอให้ป่วยแล้วค่อยออกกำลังกาย เพราะอาจสายเกินไป” ในช่วงแรกอาจรู้สึกฝืนหรือขี้เกียจ แต่หากผ่านไปสักระยะหนึ่งจะรู้สึกดีและชื่นชอบการออกกำลังกายไปเอง กินเพื่อสุขภาพ+งานเป็นเลิศ
อาหารการกินเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะวัยทำงานที่ต้องใช้พลังสร้างสรรค์ผลงานสูง เมื่อเกิดปัญหาคาใจจากการกิน จึงต้องเร่งแก้ไขค่ะ
22. Q : ขอคำแนะนำเรื่องการกินวิตามินเสริมสำหรับคนทำงานค่ะ
A : อาจารย์สาทิส แนะนำว่าคนที่อายุกำลังจะเปลี่ยน ตั้งแต่ 40 หรือ 50 ปีขึ้นไป และอยู่ในสภาพแวดล้อมซึ่งมีมลภาวะ ควรกินวิตามินประเภทแอนติออกซิแดนท์คือ วิตามินเอวันละ10,000 IU
วิตามินซีวันละ1,000 มิลลิกรัม วิตามินดีวันละ1,000IU และวิตามินอีวันละ400IU
สำหรับผู้ที่ทำงานใช้สมองมากสามารถเพิ่มวิตามินบีเข้าไปด้วย ดังนี้ วิตามินบี1 และ วิตามินบี2 อย่างละ 100 มิลลิกรัม หลังอาหารเช้า วิตามินบี 6 100 มิลลิกรัม และวิตามินบี12 1,000 ไมโครกรัม หลังอาหารเย็น
นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 283 หน้า 22-23
คอลัมน์ชีวจิตพลัส เรื่องสูตรวิตามินฉบับเวิร์คกิ้งวูแมน
23. Q : กำลังเลิกกาแฟ อยากทราบว่ามีเครื่องดื่มอะไรที่สามารถเพิ่มความกระชุ่มกระชวยในช่วงบ่ายได้บ้าง

A : กาแฟมีสารคาเฟอีนที่กระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว คนที่เลิกกาแฟจึงรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนหรือเซื่องซึมในช่วงแรก อาจารย์สาทิสแนะนำให้ดื่มน้ำอาร์ซี (ดูส่วนประกอบและวิธีทำได้จากหนังสือ สุขภาพดี ราคาถูก ด้วยชีวจิต) เพื่อเพิ่มความกระปรี้กระเปร่า แก้อาการอ่อนเพลีย

หนังสือสุขภาพดี ราคาถูก ด้วยชีวจิต สำนักพิมพ์อมรินทร์สุขภาพ
24. Q : อาหารเช้าประเภทไหนที่เหมาะกับคนทำงานที่มีเวลาน้อย แต่มีสารอาหารครบถ้วน
A : อาหารเช้าที่เหมาะสมตามคำแนะนำของนักโภชนาการควรให้พลังงานอย่างน้อย 1 ใน 4 หรือร้อยละ 25 ของปริมาณพลังงาน ที่ควรได้รับตลอดวัน อาจมีปริมาณโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตมากกว่าสารอาหารชนิดอื่นเล็กน้อย อาหารที่อาจารย์สาทิสแนะนำว่าเหมาะสำหรับมื้อเช้าคือ ข้าวต้มธัญพืช แซนด์วิชทูน่า ธัญพืชสำเร็จรูป มูสลี (muesli) ซุปผัก น้ำนมถั่วเหลือง โยเกิร์ตรสธรรมชาติใส่ผลไม้สด
นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 174 หน้า 30-35 คอลัมน์เรื่องพิเศษ
เรื่อง เลือกอาหารเช้าถูกใจได้สุขภาพ
25. Q : มักกินอาหารมื้อเย็นเพื่อผ่อนคลายอารมณ์หลังเลิกงานจนน้ำหนักขึ้น มีวิธีแก้อย่างไร
A : ต้องบอกตัวเองให้ปรับสัดส่วนการกินให้ถูกต้อง โดยกินอาหารเช้าและเที่ยงให้เต็มที่ ส่วนมื้อเย็นควรเป็นอาหารเบาๆ หากเครียดมาก แนะนำให้ออกกำลังกายหลังเลิกงาน เพื่อให้สารเอนโดรฟินหลั่งออกมา ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดแทนการกินได้ดี
นายแพทย์สมสินธุ์ ฉายวิจิตร แพทย์ประจำชีวจิตโฮมคลินิก
26. Q : ออฟฟิศเปิดแอร์เย็นมาก จึงดื่มน้ำอุ่นและเครื่องดื่มอุ่นๆทั้งวัน จะเป็นอันตรายไหม และควรดื่มเครื่องดื่มชนิดใด
A : สามารถดื่มได้โดยไม่มีโทษ ซึ่งที่จริงแล้วเราเองก็ควรดื่มน้ำอุ่นแทนน้ำเย็น แต่วิธีดังกล่าวไม่ใช่การแก้ปัญหาที่สาเหตุ ที่ถูกต้องคือ ควรใส่เสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่นและปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้อยู่ที่ 24-25 องศาเซลเซียสจึงจะดีที่สุด
อาจารย์สุระภี เสริมพนิชกิจ
หัวหน้างานโภชนบำบัด โรงพยาบาลรามาธิบดี ความงาม เรื่อง(ไม่)เล็ก ของสาวทำงาน
แม้ทำงานหนัก แต่สาวๆทั้งหลายก็ไม่ยอมให้ความสวยลดลง นายแพทย์รัสมิ์ภูมิ สุเมธีวิทย์ แพทย์ผิวหนัง เจ้าของคอลัมน์คลินิกรัก(ษ์)ผิวประจำชีวจิต จึงอาสาตอบคำถามให้ค่ะ
27.Q : ตอนเรียนไม่เคยเป็นสิว ทำไมตอนทำงานจึงมีสิวเยอะมาก
A : สิววัยทำงานมักเกิดจากเครื่องสำอาง เพราะต้องแต่งหน้ามากกว่าตอนเรียนหนังสือ แก้ไขได้ด้วยการลดการใช้เครื่องสำอาง ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด และลดความเครียด
28.Q : นั่งทำงานในห้องแอร์ทั้งวันจนผิวและปากแห้ง ควรทำอย่างไรดี
A : ควรทาครีมประเภทมอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว บำรุงริมฝีปากด้วยการทาลิปมันหรือปิโตรเลียมเจล นำน้ำใส่ถ้วยเล็กๆตั้งไว้ที่โต๊ะทำงานเพื่อลดความแห้งในอากาศ และหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น
29.Q : การจ้องหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันทำให้ขอบตาคล้ำได้หรือไม่
A : การมองจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานไม่ทำให้ขอบตาคล้ำ เพราะสาเหตุของอาการขอบตาคล้ำมาจากกรรมพันธุ์ โรคภูมิแพ้ การขยี้ตา และการพักผ่อนน้อยเท่านั้น ในกรณีคนทำงานมีอาการนี้อาจเกิดจากการทำงานจนนอนดึกและพักผ่อนน้อย
30.Q : แสงจากจอคอมพิวเตอร์ ทำให้ผิวหนังหมองคล้ำได้หรือไม่ และควรทาครีมกันแดดค่า SPFเท่าไรจึงจะเหมาะสมกับคนทำงานแต่ละประเภท
A : แสงจากจอคอมพิวเตอร์เป็นรังสียูวีเช่นเดียวกับแสงแดด แต่มีปริมาณน้อยกว่ามาก จึงไม่ทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำได้เท่ากับการโดนแดด แต่คนทำงานก็ควรทาครีมกันแดดเป็นประจำ
หากอยู่ในที่ทำงานทั้งวันและออกแดดเฉพาะตอนเที่ยง การทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ก็ถือว่าเพียงพอ แต่หากทำงานกลางแจ้ง ควรทาครีมกันแดดประเภทป้องกันน้ำและมีค่า SPF 50 และควรทาครีมกันแดดในปริมาณ 0.5 กรัม – 1 กรัม ต่อ 1 ครั้ง หรือประมาณหนึ่งข้อนิ้วมือ เพื่อให้ได้ปริมาณที่เหมาะสม
ปัญหาไหนตรงกับใคร อ่านแล้วอย่าลืมนำไปปรับใช้กันนะคะ
ขอบคุณเนื้อหาดีๆจาก http://www.goodlifeupdate.com/8422/healthy-body/30-problem-worker/5/

บทความสุขภาพ

นั่งทำงานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน?

          ใครที่ชอบนั่งทำงาน หรือนั่งจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานเกินไป พิจารณาข่าวนี้ให้ดี ๆ เพราะล่าสุดมีนักวิจัยทางการแพทย์สหรัฐออกมาบอกว่า การนั่งทำงานรวดเดียวเป็นเวลานานหลายชั่วโมง ถึงแม้จะออกกำลังกายประจำ ก็ยังเสี่ยงอายุสั้นอยู่ดีงานวิจัยข้างต้น แพทย์หญิงกรุณา อธิกิจ อายุรกรรมทั่วไป โรงพยาบาลปิยะเวท ได้กล่าวว่า การนั่งนาน ๆ เป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้ชายที่นั่งทำงานอยู่กับที่มากเกินไป เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 2 เท่า และเสียชีวิตจากโรคหัวใจเทียบกับการทำงานที่ต้องเดิน สอดรับกับการศึกษาจากสมาพันธ์มะเร็งอเมริกา ที่ทำการศึกษาถึงเวลานั่งและการออกกำลังกาย กับอัตราการเสียชีวิตองอาสาสมัครระหว่างปี 1993-2006 ของอาสาสมัครชายหญิงจำนวน 53,440 และ 69,776 คนตามลำดับ ซึ่งไม่มีใครเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจ อัมพาต และโรคปอดเลย
โดยระหว่างช่วงทำการศึกษาทีมวิจัยพบว่า ยิ่งนั่งพักนานเท่าไรยิ่งเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิง มีรายงานว่าผู้หญิงที่นั่งเกินวันละ 6 ชม. เสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่าผู้หญิงที่นั่งวันละ 3 ชม. หรือประมาณ 37 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้ชายที่นั่งนานเกินวันละ 6 ชม. มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าผู้ชายที่นั่งวันละ 3 ชม. หรือประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์นี้ไม่เปลี่ยนแปลงหลังหักลบเวลาออกกำลังกาย นอกจากนั้นยังพบว่า อาสาสมัครส่วนใหญ่เสียชีวิตเพราะโรคหัวใจมากกว่าโรคมะเร็ง ดังนั้นไม่ว่าจะออกกำลังกาย 30-60 นาที แต่หากใช้เวลาที่เหลือของวันกับการนั่งนาน ๆ ย่อมมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและเสียชีวิตได้
ไม่เพียงแค่โรคหัวใจเท่านั้น การนั่งนาน ๆ ติดต่อกันหลายชั่วโมง แพทย์สาขาอายุรกรรมท่านนี้บอกต่อว่า ยังเพิ่มปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคระบบหลอดเลือด เช่น ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึกได้ง่าย ส่วนมากจะเกิดกับผู้โดยสารบนเครื่องบินที่ต้องบินเป็นระยะเวลานานนับสิบชั่วโมงโดยไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกาย หรือคนขับรถเป็นเวลานาน เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้สูง
นอกจากนี้ยังรวมไปถึงโรคทางระบบเมตาโบลิก (ระบบการเผาผลาญพลังงานในร่างกายช้าลง) เป็นสาเหตุให้เกิดโรคน้ำหนักเกิน อ้วนลงพุง โรคเบาหวานชนิดที่สอง ระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ลดลง 20 เปอร์เซ็นต์ เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้สูง ตลอดจนโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคทางกระดูกและกล้ามเนื้อ เป็นต้น
อย่างไรก็ดี การลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังกล่าวนั้น แพทย์สาขาอายุรกรรมรายนี้ แนะนำสมาชิกทุกบ้านว่าควรออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบแอโรบิกให้ได้ทุกวัน ประมาณวันละ 30-60 นาที ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญควรลดการเวลาการนั่งนาน ๆ ด้วยการเปลี่ยนท่วงท่า หรือเดินยืดเส้นยืดสายบ้าง
 “คนที่ชอบนั่งทำงานอยู่กับที่ติดต่อกันหลายชั่วโมงควรเปลี่ยนท่าทางบ่อย ๆ โดยทุก 1 ชม. ควรใช้เวลาเดินเล่นหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ บ้าง เช่น เดินขึ้นลงบันได 1-2 ชั้น หรือลดการพูดคุยสื่อสารทางอีเมล์ แต่ใช้การสื่อสารโดยตัวท่านเองในระหว่างเพื่อนร่วมงาน” แพทย์หญิงกรุณาฝากทิ้งท้าย
ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็กเรียนที่นั่งหน้าคอม ดูซีรี่ส์ เล่นเกม หรือนั่งแชทกับเพื่อนทั้งวันทั้งคืนช่วงปิดเทอม หรือจะเป็นพนักงานออฟฟิศที่ต้องรีบเร่งทำงานส่งก่อนเวลาที่กำหนด หรือแม้กระทั่งอาชีพที่ต้องนั่งเฝ้าจอคอม จอทีวี จอมอนิเตอร์อยู่ตลอดเวลา อย่าง ยาม ผู้ดูแลผังรายการโทรทัศน์ ไอที นักเล่นหุ้น โอเปอเรเตอร์ พนักงานต้อนรับ และอื่นๆ หากคุณไม่ยอมลุกจากเก้าอี้บ้าง ระวังเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคร้ายก่อนวัยอันควรมากกว่าเดิมถึง 33%
นั่งนาน ไม่ยอมลุกขึ้นขยับร่างกาย เสี่ยงเป็นโรคอะไรบ้าง

– โรคอ้วน
– เบาหวาน
– คอเลสเตอรอลสูง
– กล้ามเนื้ออ่อนแรง
– ข้อต่อกระดูกมีปัญหา
– ปวดเมื่อยเรื้อรัง (หากนั่งผิดท่า)
– โรคหัวใจ
– โรคไต
– โรคมะเร็ง
– โรคเครียด ซึมเศร้า
– ฯลฯ
คำแนะนำ
– ควรลุกขึ้นจากเก้าอี้ทุกๆ 1 ชั่วโมง เดินไปเดินมา 1-2 นาที ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิต และระบบการย่อยอาหารของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น หากกลัวลืมขยับ จะตั้งเวลาเตือนทุกๆ 1-2 ชั่วโมงก็ได้
– ลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำ หยิบน้ำดื่มมาทานบ้าง ทุกๆ 1-2 ชั่วโมง
– ลุกขึ้นยืนโทรศัพท์ เดินคุย หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ขณะยืนหรือเดินบ้าง
– ระหว่างโดยสารรถกลับบ้าน ลองเลือกที่จะยืนแทนการนั่ง หรือเดินในระยะใกล้ๆ แทนใช้บริการรถรับจ้าง
– หากต้องนั่งนานๆ อย่างเลี่ยงไมได้ เช่น งานเร่งมาก หรืออยู่ในห้องประชุม ลองขยับแข้งขยับขา เปลี่ยนท่านั่ง หมุนข้อมือข้อเท้า และลุกขึ้นเดินหรือยืนเมื่อมีโอกาส
– เปลี่ยนจากการนั่งดูทีวี เป็นออกกำลังกายไปด้วย ดูทีวีไปด้วย
– อย่านั่งในห้องน้ำนานเกินไป
– ลดการสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ความดัน และมะเร็ง
– หาเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

แค่ขยับ ก็เท่ากับออกกำลังกายนะคะ แต่ก็อย่าลุกแล้วเดินไปเดินมา หรือเม้าท์กับเพื่อนเพลินจนเจ้านายดุเอาล่ะ ทุกอย่างต้องมีความพอดีนะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสาร สุขภาพดี และ healthmeplease.com ภาพประกอบจาก istockphotoเนื้อหาโดย : Sanook!
เวปอาหารสุขภาพ เวปเพื่อสุขภาพดีดีของคนไทย http://www.healthfood-th.com
หรือ เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/healthfoodproducts/

บทความสุขภาพ

การนั่งทำงานที่ถูกหลัก บรรเทาอาการปวดหลัง

                    เพราะยุคนี้เป็นยุคดิจิตอล จึงทำให้การทำงานต่างๆ ต้องอาศัยคอมพิวเตอร์ช่วยในการทำงานเป็นหลัก ด้วยความสะดวกสบายนี้จึงทำให้หลายคน โดยเฉพาะหนุ่มสาววัยทำงานที่มีมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ไม่ยอมลุกจากเก้าอี้ เพื่อต้องการเคลียร์งานให้เสร็จ แต่หารู้ไม่ว่าการนั่งทำงานเป็นเวลานานๆ เกิน 1 ชั่วโมงโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหลัง ก้นกบ สะโพก และขาเกร็ง รวมไปถึงข้อ เส้นเอ็น และอวัยวะภายใน ส่งผลให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามมา
ดร.แพทริก อิริคสัน ไคโรแพรคเตอร์ จากประเทศสหรัฐอเมริกา ประจำคลินิกกายภาพบำบัดดีสปายน์ ไคโรแพรคติก กล่าวว่า อาชีพที่เสี่ยงเป็นโรคปวดหลังมากที่สุดก็คือ นักกราฟฟิกดีไซน์ พนักงานคีย์ข้อมูล และนักบัญชี ซึ่งบุลคลเหล่านี้มักใช้เวลานั่งอยู่ที่โต๊ะคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน บางครั้งถึงกับข้ามคืนเลยก็มี ที่แย่ไปกว่านั้นยังมีวิธีการนั่งแบบผิดลักษณะท่าทาง
นอกจากนั้นยังมีการใช้เก้าอี้ไม่ตรงกับสรีระจึงทำให้เกิดอาการปวดหลังตามมาได้ ซึ่งการปรับเก้าอี้ จัดวางคอมพิวเตอร์ และจัดองค์ประกอบต่างๆ จะช่วยทำให้การนั่งทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น โดยมีหัวใจหลักๆ 3 ข้อดังต่อไปนี้
ควรปรับพนักเก้าอี้ของคุณให้เอียง 100-110 องศา ควรปรับพนักเก้าอี้ขึ้นลงให้เหมาะสม หากมีหมอนเล็กๆ ก็ควรนำมาพิงหลังหากจำเป็น เพื่อให้หลังตั้งตรง หรือหากเก้าอี้ทำงานมีระบบปรับหลังพนักพิงให้ปรับตำแหน่งเก้าอยู่เสมอ ให้พนักพิงสามารถรองรับช่วงโค้งของกระดูกสันหลังช่วงเอวได้ดี
                    ปรับที่วางแขนเพื่อให้ไหล่อยู่ในท่าที่ผ่อนคลาย
หากที่วางแขนทำให้ทำงานไม่ถนัดก็ควรถอดออก ควรปรับระดับความสูงของเก้าอี้ เพื่อให้ขาของคุณถึงพื้น และทำให้เข่าขนานหรืออยู่ในระดับต่ำกว่าสะโพกเพียงเล็กน้อย และควรวางสะโพกให้ไกลจากคอมพิวเตอร์ ก็จะสามารถป้องกันอาการปวดหลังที่เกิดจากการนั่งทำงานหน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์ได้ ปรับระยะห่างของช่วงโต๊ะไม่ควรให้ชนกับต้นขา ควรนั่งให้ระยะของขาตั้งฉากกับเก้าอี้ และควรปรับเบาะเก้าอี้ให้ได้ระดับการตั้งฉาก 90 องศาของเข่า
นอกจากนั้นควรจะมีที่พักเท้ารองใต้เท้าเพื่อไม่ให้เท้าลอยขึ้นมาจากพื้น เมื่อปรับเบาะให้อยู่ในระดับเดียวกับความสูงของเก้าอี้แล้ว ควรจะหาอะไรมารองเพื่อให้ช่วงเข่าและเท้าผ่อนคลาย
                    การจัดวางตำแหน่งของแป้นพิมพ์ หรือ คีย์บอร์ด
ควรดึงถาดวางคีย์บอร์ดให้เข้ามาอยู่ใกล้ๆกับคีย์บอร์ด และวางให้อยู่ในตำแหน่งที่อยู่ข้างหน้า ดูว่าส่วนใดของคีย์บอร์ดที่ใช้งานบ่อยมากที่สุด ให้ปรับส่วนที่ใช้งานบ่อยๆ นั่นให้มาอยู่ตรงกลาง
ควรปรับความสูงของคีย์บอร์ดเพื่อให้ไหล่สามารถผ่อนคลาย ให้ข้อศอกอยู่ในลักษณะอ้าออกเล็กน้อยประมาณ 100-110 องศา ควรให้ข้อมือ และมืออยู่ในลักษณะตรง ถ้าหากแขนและข้อศอกสามารถตั้งฉาก 90 องศา ได้ก็จะทำให้ไม่เกิดอาการเมื่อยบริเวณแขนได้ ระดับของคีย์บอร์ดควรขึ้นอยู่กับการนั่งของคุณ หากนั่งอยู่ด้านหน้าหรือลักษณะตรง พยายามวางตำแหน่งคีย์บอร์ดให้ห่างจากตัวไปอีกทาง หากเอนตัวนอนเวลาพิมพ์งาน ก็ควรให้ตำแหน่งของคีย์บอร์ดอยู่ในลักษณะที่ถูกต้อง เพื่อให้ข้อมืออยู่ในลักษณะตั้งตรง
ที่วางข้อมืออาจจะช่วยทำให้คุณอยู่ในท่าที่เหมาะสมได้ ที่วางข้อมือควรใช้เป็นที่พักฝ่ามือจากการพิมพ์งานเท่านั้น ไม่ควรใช้ที่วางข้อมือในขณะที่พิมพ์งาน และไม่ควรใช้ที่วางข้อมือที่กว้างมากเกินไป หรืออยู่ในระดับที่สูงกว่าคีย์บอร์ด เพราะอาจจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณแขนล้าได้ การวางเมาส์ควรวางให้ใกล้กับคีย์บอร์ดมากที่สุด และวางบนพื้นผิวที่เรียบลาดเอียงเล็กน้อย หรือใช้เมาส์วางบนที่วางเมาส์ แผ่นรองเมาส์ ก็อาจจะช่วยทำให้เมาส์อยู่ใกล้ตัวขึ้นได้
หากไม่สามารถวางคีย์บอร์ดที่สามารถปรับได้ อาจจะต้องปรับระดับความสูงของโต๊ะทำงาน ความสูงของเก้าอี้ หรือใช้หมอนรองนั่งแทน เพื่อให้คุณนั่งได้สบายมากที่สุด ไม่ควรยกหัวไหล่เมื่อพิมพ์งาน ควรผ่อนคลายบริเวณบ่า และไหล่ให้มากที่สุด
                    การจัดวางจอคอมพิวเตอร์ที่ถูกต้อง
ควรปรับจอภาพด้านบนสุดให้อยู่ในแนวเดียวกับระดับสายตา ควรวางจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่เหนือคีย์บอร์ด และอยู่ตรงหน้า ตรงกับระดับสายตาในขณะที่นั่งประมาณ 2-3 นิ้ว
ควรนั่งให้แขนห่างจากหน้าจอให้ยาวที่สุด และควรปรับระยะการมองเห็น พยายามหลีกเลี่ยงการเพ่งจ้องคอมพิวเตอร์ โดยการวางตำแหน่งจอให้เหมาะสม ถ้าจะให้ดีควรจะมีแผ่นกรองแสงเพื่อป้องกันการเสื่อมของตาด้วย
ปรับมุมจอคอมพิวเตอร์ในแนวตั้ง และปรับอุปกรณ์ควบคุมจอเพื่อลดการมองแสงที่ออกจากคอมพิวเตอร์ หรือควรปรับม่านหากมีแสงสว่างมากจนเกินไปทำให้มองไม่เห็นจอคอมพิวเตอร์
อย่างไรก็ตามการนั่งทำงานเป็นเวลานานๆ ก็อาจจะทำให้เกิดอาการปวด เมื่อย หรือ กล้ามเนื้อเกร็งได้ แม้ว่าจะมีการจัดวางตำแหน่งของคอมพิวเตอร์ ปรับเก้าอี้ พนักพิง และการนั่งที่ถูกต้องแล้ว แต่การนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ก็อาจจะทำให้การไหลเวียนของเลือดหยุดชะงัก และทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าได้ ซึ่งการหยุดพักและผ่อนคลายเป็นวิธีป้องกันได้ดีที่สุด โดย ดร.แพทริก อิริคสัน ได้ให้คำแนะนำถึงวิธีการผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้กับพนักงานออฟฟิศง่ายๆ ที่สามารถปฏิบัติได้จริง ดังนี้
ควรจะพักบริหารร่างกายสัก 1-2 นาที ในทุกๆ 20-30 นาที หลังจากที่นั่งทำงานในแต่ละชั่วโมง เพื่อให้ร่างกาย และกล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย พยายามหางานอย่างอื่นทำแทนในขณะที่หยุดพัก หรือจะเดินไปเข้าห้องน้ำ ยืดเส้น บิดตัวไปมา ก็อาจจะช่วยให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลายมากขึ้น
ควรพักสายตา อย่างน้อย 5 นาที หลังจากที่จ้องดูหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ เนื่องจาก แสง และรังสีต่างๆ ที่ออกจากจอ อาจทำให้ตาเมื่อยล้า และทำให้สายตาสั้นลงได้ ควรจะพักสายตา โดยการหลับตา หรือ มองไปบริเวณรอบๆ เป็นระยะๆ หากรู้สึกปวดตา ให้มองไปบริเวณที่มีสีเขียว ก็อาจจะทำให้รู้สึกสบายตาขึ้น ไม่ควรจ้องมองไปที่แสงสว่าง หรือที่มีแดดจ้า
หากรู้สึกเมื่อย ก็ให้หยุดพัก ออกไปเดินสูดอากาศข้างนอก ล้างหน้า เพื่อเพิ่มความสดชื่น อย่าฝืนนั่งทำ เพราะอาจจะทำให้เสียสุขภาพได้
ขอบคุณข้อมูลจาก : http://women.thaiza.com/
บทความสุขภาพ

อย่านั่ง…หลังค่อม!

9 ปัญหาสุขภาพพัง ๆ ที่เกิดจากการนั่งหลังค่อม!
ท่านั่งตามความเคยชินอาจเป็นการพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่สุ่มเสี่ยงต่อหลายปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะหากติดนิสัยนั่งหลังค่อม ขอให้รู้ไว้เลยว่าท่านั่งแบบนี้นอกจากจะทำให้บุคลิกภาพเสียแล้ว ร่างกายเรายังอยากตะโกนว่าเพลียหนักมาก เพราะต้องเจอกับปัญหาสุขภาพตั้งขนาดนี้แน่ะ !

1. ปวดหลัง
การยืนหรือนั่งหลังค่อมจะทำให้กระดูกสันหลังขดงอ ผิดรูป ซึ่งแรก ๆ กระดูกอาจไม่ได้รับผลกระทบอะไร แต่เมื่อนั่งหลังค่อมหรือยืนหลังค่อมติดเป็นนิสัย อาจทำให้กระดูกสึกกร่อนได้ง่ายขึ้น และการที่กระดูกอยู่ผิดรูปเป็นประจำ ก็จะทำให้รู้สึกปวดหลังขึ้นมาได้

2. ท้องผูก
นอกจากจะทำให้กระดูกสันหลังผิดรูปแล้ว การนั่งหลังค่อมยังเป็นต้นเหตุให้ลำไส้คดโค้งเกินความจำเป็น จนน้ำและการไหลเวียนอาหารในระบบลำไส้เกิดความติดขัด ซึ่งอาจก่ออาการท้องผูกตามมาในภายหลัง โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุที่มักจะมีปัญหาเรื่องระบบขับถ่ายอยู่แล้ว ฉะนั้นหากไม่อยากทรมานกับอาการท้องผูก แนะนำให้ยืดหลังตรง ๆ เข้าไว้นะคะ

3. ท้องอืด ท้องเฟ้อ
เมื่อเรานั่งหลังค่อม งอช่วงลำตัว จนลำไส้ทำงานได้ไม่สะดวก ก็อย่างที่บอกว่าระบบลำไส้ การย่อยอาหาร การขับถ่าย อาจแปรปรวนไปด้วยได้ ฉะนั้นหากคนนั่งหลังค่อมจะมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อบ้างก็คงรู้แล้วใช่ไหมว่าเพราะอะไร

4. โรคแพนิค หรือโรคตื่นตระหนก
อีกหนึ่งโรคที่มีสาเหตุจากระบบประสาทซิมพาเทติกมีการตอบสนองที่ผิดปกติต่อร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยถูกกระตุ้นต่อสิ่งเร้า ต่าง ๆ ได้ง่าย จนก่อให้เกิดอาการตื่นตระหนก หัวใจเต้นแรง อึดอัด แน่นหน้าอก และหายใจไม่ออก ซึ่งอย่าลืมนะคะว่า ภาวะระบบประสาทซิมพาเทติกผิดเพี้ยนอย่างนี้ การนั่งหลังค่อมก็มีส่วนอยู่ไม่น้อย

5. โรคซึมเศร้า
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่า การจัดเรียงกล้ามเนื้อให้เป็นระเบียบสามารถส่งผลต่อความรู้สึกของเราได้ ย้ำด้วยการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Health Psychology ที่ระบุชัดเลยว่าแค่มีบุคลิกภาพที่ดี นั่งหลังตรง ไม่หลังค่อมก็ช่วยลดความเสี่ยงโรคซึมเศร้าได้แล้ว
เนื่องจากการนั่งหลังค่อมจะทำให้ร่างกายไม่แอ็คทีฟ แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย และหมดแรง ซึ่งภาวะนี้ทางหลักจิตวิทยาก็ชี้ชัดว่าสามารถส่งต่อไปถึงอารมณ์ความรู้สึกของเราให้รู้สึกเฟล ๆ เศร้า ๆ ได้ด้วย

6. โรคอ่อนเพลีย
ถ้าพูดถึงโรคอ่อนเพลียกับการนั่งหลังค่อม ก็ต้องขอย้อนกลับมาที่ระบบประสาทซิมพาเทติก เพราะเจ้าระบบประสาทอัตโนมัติตัวนี้มีความเกี่ยวข้องกับอัตราการเต้นของหัวใจ และการหลั่งอะดรีนาลินของร่างกาย ซึ่งก็แปลได้ว่า เมื่อระบบประสาทซิมพาเทติกมีความผิดปกติจากการนั่งหลังค่อม อะดรีนาลินที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเกิดความกระชุ่มกระชวยก็จะถูกหลั่งออกมาน้อยลง พาให้เรารู้สึกซึม ๆ ง่วง ๆ อ่อนเพลียมากผิดปกตินั่นเอง

7. เป็นสิว และปัญหาผิวหนังอื่น ๆ
การนั่งหลังค่อมจะทำให้ระบบประสาทและการไหลเวียนของเลือดไม่คล่องตัว ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกหากคนที่นั่งหลังค่อมจะเป็นสิวได้ง่าย หรือต้องเจอกับปัญหาสุขภาพผิวหนังบ่อยกว่าคนที่มีบุคลิกภาพดี เพราะเมื่อระบบเลือดไหลเวียนไม่สะดวก การขับถ่ายของเสียที่คั่งค้างอยู่ภายใต้ผิวหนังก็จะติดขัด ก่อให้เกิดสิว ริ้วรอย และรอยแดงตามผิวหนังได้

8. ภูมิแพ้ไวเกิน (hypersensitivities)
อาการภูมิแพ้ไวเกินคือภาวะที่ผู้ป่วยแพ้ได้แม้กระทั่งสิ่งที่ไม่มีอัตรายต่อสุขภาพร่างกายเลยสักนิด ซึ่งโรคนี้อาจมีสาเหตุแรกเริ่มจากการนั่งหลังค่อมด้วยเช่นกัน
เนื่องจากการนั่งหลังค่อมอาจทำให้ระบบประสาทซิมพาเทติก ซึ่งเป็นระบบประสาทอัตโนมัติ อันประกอบไปด้วยเส้นประสาทไขสันหลังเกิดภาวะไวต่อสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ หรือมีการตอบสนองที่ผิดปกติต่อสารส่งผ่านประสาท จนทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ไวเกินได้ง่ายขึ้น

9. มีพุง
ปัญหาระบบย่อยอาหาร รวมไปถึงปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่าย อาจเป็นหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เรามีพุงได้เหมือนกันนะคะ ดังนั้นนอกจากจะดีท็อกซ์เพื่อหน้าท้องที่ปราศจากพุงแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่แก้ได้ง่าย ๆ คือเลิกนั่งหลังค่อมแค่นั้นเอง
อย่างไรก็ดี การนั่งหลังค่อมอาจไม่ใช่บุคลิกส่วนตัวเพียงอย่างเดียว แต่จังหวะเผลอ ๆ อย่างการนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือการนั่งเล่นสมาร์ทโฟนก็อาจเปิดโอกาสให้เรานั่งหลังค่อมได้โดยที่ไม่ทันได้รู้ตัว ฉะนั้นหากรู้สึกว่าหลังไม่ตรงเมื่อไร ก็ควรรีบยืดตัวขึ้นทันทีนะคะ
และการเลือกเก้าอี้ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ให้อาการเหล่านี้หายไป ถ้าหากเราเลือกนั่งเก้าอี้ที่ดีๆ นั่งอย่างถูกวิธีและถูกออกแบบมาตามหลักสรีรศาสตร์ก็จะช่วยลดอาการต่างๆได้ DF Prochair เก้าอี้เพื่อสุขภาพ สามารถช่วยคุณได้

X