บทความสุขภาพ

“ปวดหลัง” แก้ได้แค่เปลี่ยนพฤติกรรม

ปัจจุบันนี้โรคปวดหลังไม่ได้พบเฉพาะในผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังมีแนวโน้มพบในคนวัยทำงาน รวมไปถึงวัยรุ่นเพิ่มสูงมากขึ้น อันเนื่องมาจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิต การทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป

สำหรับใครที่ต้องเผชิญกับอาการปวดหลังอยู่เป็นประจำ วันนี้ทีมเว็บไซต์ สสส. เรามีเคล็ดลับถนอมกระดูกสันหลังมาฝากกัน

เกี่ยวกับปัญหาอาการปวดหลังที่ว่านี้ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ข้อมูลว่า สาเหตุส่วนใหญ่เกิดเนื่องมาจากกระบวนการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลังและบริเวณข้อต่อของกระดูกสันหลัง เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นหมอนรองกระดูกจะเกิดการเสื่อม ปริมาณน้ำที่อยู่ภายในหมอนรองกระดูกจะลดปริมาณลง ทำให้ความยืดหยุ่นและการทำงานของหมอนรองกระดูกไม่ดี รวมถึงการเสื่อมของข้อต่อกระดูกสันหลัง นอกจากนี้เรื่องของพฤติกรรมต่างๆ ทั้งในเรื่องของการนั่ง การนอน การทำงาน ก็มีผลโดยตรงกับอาการปวดหลัง

เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพและสรีระที่ดี รวมไปถึงการปฏิบัติที่ถูกต้องเกี่ยวกับอิริยาบถต่างๆ ผศ.นพ.ธนินนิตย์  ได้บอกถึงสาเหตุ พร้อมแนะนำวิธีหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่อการเกิดอาการปวดหลัง ดังนี้

 1.นั่งไม่ถูกวิธี

เราควรนั่งให้ชิดขอบในของเก้าอี้โดยหลังไม่โก่งและให้หลังชิดพนักพิง ระดับความสูงของเก้าอี้นั่งให้เท้าแตะพื้น รองรับก้นและโคนขาได้ทั้งหมด ในกรณีที่ต้องนั่งทำงานเป็นเวลานานไม่ควรนั่งเก้าอี้ที่ไม่มีพนักพิงหลัง เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานหดเกร็งอยู่ตลอดเวลาเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของอาการปวดหลัง

ขณะเดียวกันไม่ควรนั่งกับพื้นทั้งในท่านั่งขัดสมาธิ คุกเข่า และพับเพียบ เพราะจะทำให้น้ำหนักส่วนใหญ่ไปลงที่กระดูกสันหลังบริเวณบั้นเอว ทำให้กระดูกสันหลังรับน้ำหนักมากและทำให้ปวดหลังเพิ่มมากขึ้น

ส่วนการนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นั้น ผศ.นพ.ธนินนิตย์ แนะนำว่า 1.ต้องนั่งหลังตรง เพื่อลดอาการตึงที่ช่วงหลัง วางเท้าให้ราบไปกับพื้นทั้งสองข้าง ถ้านั่งไขว่ห้างหรือวางขาไว้ข้างเดียวก็จะส่งผลในเรื่องความดันที่ส่งลงไปที่ขา ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก

2.ปรับระดับหน้าจอให้อยู่ตรงหน้าพอดี ให้สายตามองตรงไปด้านหน้า ไม่เงย ไม่ก้ม จะช่วยลดอาการตึงหรือเมื่อยล้าบริเวณกล้ามเนื้อช่วงคอและไหล่ได้ และ 3.ช่วงแขนที่ใช้งานพิมพ์คีย์บอร์ดให้เก็บศอกใกล้ตัว เพื่อช่วยผ่อนคลายหัวไหล่และแขน ลดอาการตึงและเมื่อยล้าจากงานได้ ที่สำคัญควรลุกเปลี่ยนอิริยาบถ ยืดเส้นยืดสายทุกๆ 30-45 นาที

2.ยกของผิดท่า

การยกของจากพื้นไม่ควรใช้วิธีก้มหลัง แต่ควรใช้วิธีย่อเข่าและหลังตรงแทน เพราะกล้ามเนื้อหลังจะเป็นส่วนออกแรง ทำให้เกิดอาการอักเสบได้ ดังนั้นควรย่อเข่าลงนั่ง ยกของให้ชิดตัว แล้วลุกด้วยกำลังขา ขณะเดียวกันควรหลีกเลี่ยงการก้มตัวทำงาน เพราะจะทำให้กระดูกสันหลังบริเวณส่วนเอวรับน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น

3.น้ำหนักตัวเกิน

น้ำหนักตัวที่มากเกินไปทำให้มีอาการปวดหลังได้ เนื่องจากจะทำให้ข้อต่อของกระดูกสันหลัง และหมอนรองกระดูกสันหลังรับน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น มีผลทำให้เกิดการเสื่อมและการอักเสบเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเราควรรักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม โดยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากการออกกำลังกายเป็นประจำ จะทำให้กล้ามเนื้อเส้นเอ็นและกระดูกสันหลังแข็งแรงมากขึ้น

4. นอนคว่ำสาเหตุอาการปวดหลัง

หลายๆ คนชอบนอนคว่ำ เวลานั่งเล่นคอมพิวเตอร์ หรือเวลาอ่านหนังสือ หารู้ไม่ว่าการนอนคว่ำนั้น เป็นทำร้ายกระดูกสันหลังโดยที่เราไม่รู้ตัว เนื่องจากเวลาเรานอนคว่ำจะทำให้กระดูกสันหลังแอ่น และอาจเป็นสาเหตุของอาการปวดหลังได้ สำหรับใครที่ชอบไปนวดแผนโบราณ ก็ไม่ควรนอนคว่ำแล้วให้นวดหลัง เพราะจะทำให้หลังแอ่นและมีอาการปวดเพิ่มมากยิ่งขึ้น

ส่วนใครที่ชอบนอนเอียงตัวหรือนอนตะแคง ผศ.นพ.ธนินนิตย์ บอกว่า ท่าในการนอนที่ดีที่สุด คือการนอนหงาย ส่วนการนอนตะแคงนั้น จะส่งผลกระทบกับกระดูกโดยตรง เนื่องจากเป็นท่าที่ทำให้บริเวณกระดูกสันหลังส่วนล่างลงไปถึงช่วงขาถูกกดทับ ดังนั้นควรหาหมอนข้างหรือหมอนใบเล็กๆ มาวางแทรกไว้ระหว่างขาทั้งสองข้าง เพื่อรับน้ำหนักและช่วยป้องกันการกดทับ

5.งดสูบบุหรี่

สารนิโคตินในบุหรี่มีผลทำให้หมอนรองกระดูกขาดออกซิเจน เกิดกระบวนการเสื่อมเร็วมากกว่าปกติและยุบตัวเพิ่มมากขึ้น ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงในการเกิดอาการปวดหลังมากกว่าคนทั่วไป จึงควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพื่อลดการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลังเพิ่มขึ้น

อาการปวดหลังสามารถป้องกันและหลีกเลี่ยงได้ ถ้าหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่มีความเสี่ยง ลดน้ำหนัก ออกกำลังกายที่ถูกวิธีอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้ห่างไกลจากโรคปวดหลังได้

บทความสุขภาพ

การนั่งทำงานที่ถูกหลัก บรรเทาอาการปวดหลัง

                    เพราะยุคนี้เป็นยุคดิจิตอล จึงทำให้การทำงานต่างๆ ต้องอาศัยคอมพิวเตอร์ช่วยในการทำงานเป็นหลัก ด้วยความสะดวกสบายนี้จึงทำให้หลายคน โดยเฉพาะหนุ่มสาววัยทำงานที่มีมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ไม่ยอมลุกจากเก้าอี้ เพื่อต้องการเคลียร์งานให้เสร็จ แต่หารู้ไม่ว่าการนั่งทำงานเป็นเวลานานๆ เกิน 1 ชั่วโมงโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหลัง ก้นกบ สะโพก และขาเกร็ง รวมไปถึงข้อ เส้นเอ็น และอวัยวะภายใน ส่งผลให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามมา
ดร.แพทริก อิริคสัน ไคโรแพรคเตอร์ จากประเทศสหรัฐอเมริกา ประจำคลินิกกายภาพบำบัดดีสปายน์ ไคโรแพรคติก กล่าวว่า อาชีพที่เสี่ยงเป็นโรคปวดหลังมากที่สุดก็คือ นักกราฟฟิกดีไซน์ พนักงานคีย์ข้อมูล และนักบัญชี ซึ่งบุลคลเหล่านี้มักใช้เวลานั่งอยู่ที่โต๊ะคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน บางครั้งถึงกับข้ามคืนเลยก็มี ที่แย่ไปกว่านั้นยังมีวิธีการนั่งแบบผิดลักษณะท่าทาง
นอกจากนั้นยังมีการใช้เก้าอี้ไม่ตรงกับสรีระจึงทำให้เกิดอาการปวดหลังตามมาได้ ซึ่งการปรับเก้าอี้ จัดวางคอมพิวเตอร์ และจัดองค์ประกอบต่างๆ จะช่วยทำให้การนั่งทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น โดยมีหัวใจหลักๆ 3 ข้อดังต่อไปนี้
ควรปรับพนักเก้าอี้ของคุณให้เอียง 100-110 องศา ควรปรับพนักเก้าอี้ขึ้นลงให้เหมาะสม หากมีหมอนเล็กๆ ก็ควรนำมาพิงหลังหากจำเป็น เพื่อให้หลังตั้งตรง หรือหากเก้าอี้ทำงานมีระบบปรับหลังพนักพิงให้ปรับตำแหน่งเก้าอยู่เสมอ ให้พนักพิงสามารถรองรับช่วงโค้งของกระดูกสันหลังช่วงเอวได้ดี
                    ปรับที่วางแขนเพื่อให้ไหล่อยู่ในท่าที่ผ่อนคลาย
หากที่วางแขนทำให้ทำงานไม่ถนัดก็ควรถอดออก ควรปรับระดับความสูงของเก้าอี้ เพื่อให้ขาของคุณถึงพื้น และทำให้เข่าขนานหรืออยู่ในระดับต่ำกว่าสะโพกเพียงเล็กน้อย และควรวางสะโพกให้ไกลจากคอมพิวเตอร์ ก็จะสามารถป้องกันอาการปวดหลังที่เกิดจากการนั่งทำงานหน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์ได้ ปรับระยะห่างของช่วงโต๊ะไม่ควรให้ชนกับต้นขา ควรนั่งให้ระยะของขาตั้งฉากกับเก้าอี้ และควรปรับเบาะเก้าอี้ให้ได้ระดับการตั้งฉาก 90 องศาของเข่า
นอกจากนั้นควรจะมีที่พักเท้ารองใต้เท้าเพื่อไม่ให้เท้าลอยขึ้นมาจากพื้น เมื่อปรับเบาะให้อยู่ในระดับเดียวกับความสูงของเก้าอี้แล้ว ควรจะหาอะไรมารองเพื่อให้ช่วงเข่าและเท้าผ่อนคลาย
                    การจัดวางตำแหน่งของแป้นพิมพ์ หรือ คีย์บอร์ด
ควรดึงถาดวางคีย์บอร์ดให้เข้ามาอยู่ใกล้ๆกับคีย์บอร์ด และวางให้อยู่ในตำแหน่งที่อยู่ข้างหน้า ดูว่าส่วนใดของคีย์บอร์ดที่ใช้งานบ่อยมากที่สุด ให้ปรับส่วนที่ใช้งานบ่อยๆ นั่นให้มาอยู่ตรงกลาง
ควรปรับความสูงของคีย์บอร์ดเพื่อให้ไหล่สามารถผ่อนคลาย ให้ข้อศอกอยู่ในลักษณะอ้าออกเล็กน้อยประมาณ 100-110 องศา ควรให้ข้อมือ และมืออยู่ในลักษณะตรง ถ้าหากแขนและข้อศอกสามารถตั้งฉาก 90 องศา ได้ก็จะทำให้ไม่เกิดอาการเมื่อยบริเวณแขนได้ ระดับของคีย์บอร์ดควรขึ้นอยู่กับการนั่งของคุณ หากนั่งอยู่ด้านหน้าหรือลักษณะตรง พยายามวางตำแหน่งคีย์บอร์ดให้ห่างจากตัวไปอีกทาง หากเอนตัวนอนเวลาพิมพ์งาน ก็ควรให้ตำแหน่งของคีย์บอร์ดอยู่ในลักษณะที่ถูกต้อง เพื่อให้ข้อมืออยู่ในลักษณะตั้งตรง
ที่วางข้อมืออาจจะช่วยทำให้คุณอยู่ในท่าที่เหมาะสมได้ ที่วางข้อมือควรใช้เป็นที่พักฝ่ามือจากการพิมพ์งานเท่านั้น ไม่ควรใช้ที่วางข้อมือในขณะที่พิมพ์งาน และไม่ควรใช้ที่วางข้อมือที่กว้างมากเกินไป หรืออยู่ในระดับที่สูงกว่าคีย์บอร์ด เพราะอาจจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณแขนล้าได้ การวางเมาส์ควรวางให้ใกล้กับคีย์บอร์ดมากที่สุด และวางบนพื้นผิวที่เรียบลาดเอียงเล็กน้อย หรือใช้เมาส์วางบนที่วางเมาส์ แผ่นรองเมาส์ ก็อาจจะช่วยทำให้เมาส์อยู่ใกล้ตัวขึ้นได้
หากไม่สามารถวางคีย์บอร์ดที่สามารถปรับได้ อาจจะต้องปรับระดับความสูงของโต๊ะทำงาน ความสูงของเก้าอี้ หรือใช้หมอนรองนั่งแทน เพื่อให้คุณนั่งได้สบายมากที่สุด ไม่ควรยกหัวไหล่เมื่อพิมพ์งาน ควรผ่อนคลายบริเวณบ่า และไหล่ให้มากที่สุด
                    การจัดวางจอคอมพิวเตอร์ที่ถูกต้อง
ควรปรับจอภาพด้านบนสุดให้อยู่ในแนวเดียวกับระดับสายตา ควรวางจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่เหนือคีย์บอร์ด และอยู่ตรงหน้า ตรงกับระดับสายตาในขณะที่นั่งประมาณ 2-3 นิ้ว
ควรนั่งให้แขนห่างจากหน้าจอให้ยาวที่สุด และควรปรับระยะการมองเห็น พยายามหลีกเลี่ยงการเพ่งจ้องคอมพิวเตอร์ โดยการวางตำแหน่งจอให้เหมาะสม ถ้าจะให้ดีควรจะมีแผ่นกรองแสงเพื่อป้องกันการเสื่อมของตาด้วย
ปรับมุมจอคอมพิวเตอร์ในแนวตั้ง และปรับอุปกรณ์ควบคุมจอเพื่อลดการมองแสงที่ออกจากคอมพิวเตอร์ หรือควรปรับม่านหากมีแสงสว่างมากจนเกินไปทำให้มองไม่เห็นจอคอมพิวเตอร์
อย่างไรก็ตามการนั่งทำงานเป็นเวลานานๆ ก็อาจจะทำให้เกิดอาการปวด เมื่อย หรือ กล้ามเนื้อเกร็งได้ แม้ว่าจะมีการจัดวางตำแหน่งของคอมพิวเตอร์ ปรับเก้าอี้ พนักพิง และการนั่งที่ถูกต้องแล้ว แต่การนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ก็อาจจะทำให้การไหลเวียนของเลือดหยุดชะงัก และทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าได้ ซึ่งการหยุดพักและผ่อนคลายเป็นวิธีป้องกันได้ดีที่สุด โดย ดร.แพทริก อิริคสัน ได้ให้คำแนะนำถึงวิธีการผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้กับพนักงานออฟฟิศง่ายๆ ที่สามารถปฏิบัติได้จริง ดังนี้
ควรจะพักบริหารร่างกายสัก 1-2 นาที ในทุกๆ 20-30 นาที หลังจากที่นั่งทำงานในแต่ละชั่วโมง เพื่อให้ร่างกาย และกล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย พยายามหางานอย่างอื่นทำแทนในขณะที่หยุดพัก หรือจะเดินไปเข้าห้องน้ำ ยืดเส้น บิดตัวไปมา ก็อาจจะช่วยให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลายมากขึ้น
ควรพักสายตา อย่างน้อย 5 นาที หลังจากที่จ้องดูหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ เนื่องจาก แสง และรังสีต่างๆ ที่ออกจากจอ อาจทำให้ตาเมื่อยล้า และทำให้สายตาสั้นลงได้ ควรจะพักสายตา โดยการหลับตา หรือ มองไปบริเวณรอบๆ เป็นระยะๆ หากรู้สึกปวดตา ให้มองไปบริเวณที่มีสีเขียว ก็อาจจะทำให้รู้สึกสบายตาขึ้น ไม่ควรจ้องมองไปที่แสงสว่าง หรือที่มีแดดจ้า
หากรู้สึกเมื่อย ก็ให้หยุดพัก ออกไปเดินสูดอากาศข้างนอก ล้างหน้า เพื่อเพิ่มความสดชื่น อย่าฝืนนั่งทำ เพราะอาจจะทำให้เสียสุขภาพได้
ขอบคุณข้อมูลจาก : http://women.thaiza.com/
บทความสุขภาพ

อย่านั่ง…หลังค่อม!

9 ปัญหาสุขภาพพัง ๆ ที่เกิดจากการนั่งหลังค่อม!
ท่านั่งตามความเคยชินอาจเป็นการพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่สุ่มเสี่ยงต่อหลายปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะหากติดนิสัยนั่งหลังค่อม ขอให้รู้ไว้เลยว่าท่านั่งแบบนี้นอกจากจะทำให้บุคลิกภาพเสียแล้ว ร่างกายเรายังอยากตะโกนว่าเพลียหนักมาก เพราะต้องเจอกับปัญหาสุขภาพตั้งขนาดนี้แน่ะ !

1. ปวดหลัง
การยืนหรือนั่งหลังค่อมจะทำให้กระดูกสันหลังขดงอ ผิดรูป ซึ่งแรก ๆ กระดูกอาจไม่ได้รับผลกระทบอะไร แต่เมื่อนั่งหลังค่อมหรือยืนหลังค่อมติดเป็นนิสัย อาจทำให้กระดูกสึกกร่อนได้ง่ายขึ้น และการที่กระดูกอยู่ผิดรูปเป็นประจำ ก็จะทำให้รู้สึกปวดหลังขึ้นมาได้

2. ท้องผูก
นอกจากจะทำให้กระดูกสันหลังผิดรูปแล้ว การนั่งหลังค่อมยังเป็นต้นเหตุให้ลำไส้คดโค้งเกินความจำเป็น จนน้ำและการไหลเวียนอาหารในระบบลำไส้เกิดความติดขัด ซึ่งอาจก่ออาการท้องผูกตามมาในภายหลัง โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุที่มักจะมีปัญหาเรื่องระบบขับถ่ายอยู่แล้ว ฉะนั้นหากไม่อยากทรมานกับอาการท้องผูก แนะนำให้ยืดหลังตรง ๆ เข้าไว้นะคะ

3. ท้องอืด ท้องเฟ้อ
เมื่อเรานั่งหลังค่อม งอช่วงลำตัว จนลำไส้ทำงานได้ไม่สะดวก ก็อย่างที่บอกว่าระบบลำไส้ การย่อยอาหาร การขับถ่าย อาจแปรปรวนไปด้วยได้ ฉะนั้นหากคนนั่งหลังค่อมจะมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อบ้างก็คงรู้แล้วใช่ไหมว่าเพราะอะไร

4. โรคแพนิค หรือโรคตื่นตระหนก
อีกหนึ่งโรคที่มีสาเหตุจากระบบประสาทซิมพาเทติกมีการตอบสนองที่ผิดปกติต่อร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยถูกกระตุ้นต่อสิ่งเร้า ต่าง ๆ ได้ง่าย จนก่อให้เกิดอาการตื่นตระหนก หัวใจเต้นแรง อึดอัด แน่นหน้าอก และหายใจไม่ออก ซึ่งอย่าลืมนะคะว่า ภาวะระบบประสาทซิมพาเทติกผิดเพี้ยนอย่างนี้ การนั่งหลังค่อมก็มีส่วนอยู่ไม่น้อย

5. โรคซึมเศร้า
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่า การจัดเรียงกล้ามเนื้อให้เป็นระเบียบสามารถส่งผลต่อความรู้สึกของเราได้ ย้ำด้วยการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Health Psychology ที่ระบุชัดเลยว่าแค่มีบุคลิกภาพที่ดี นั่งหลังตรง ไม่หลังค่อมก็ช่วยลดความเสี่ยงโรคซึมเศร้าได้แล้ว
เนื่องจากการนั่งหลังค่อมจะทำให้ร่างกายไม่แอ็คทีฟ แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย และหมดแรง ซึ่งภาวะนี้ทางหลักจิตวิทยาก็ชี้ชัดว่าสามารถส่งต่อไปถึงอารมณ์ความรู้สึกของเราให้รู้สึกเฟล ๆ เศร้า ๆ ได้ด้วย

6. โรคอ่อนเพลีย
ถ้าพูดถึงโรคอ่อนเพลียกับการนั่งหลังค่อม ก็ต้องขอย้อนกลับมาที่ระบบประสาทซิมพาเทติก เพราะเจ้าระบบประสาทอัตโนมัติตัวนี้มีความเกี่ยวข้องกับอัตราการเต้นของหัวใจ และการหลั่งอะดรีนาลินของร่างกาย ซึ่งก็แปลได้ว่า เมื่อระบบประสาทซิมพาเทติกมีความผิดปกติจากการนั่งหลังค่อม อะดรีนาลินที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเกิดความกระชุ่มกระชวยก็จะถูกหลั่งออกมาน้อยลง พาให้เรารู้สึกซึม ๆ ง่วง ๆ อ่อนเพลียมากผิดปกตินั่นเอง

7. เป็นสิว และปัญหาผิวหนังอื่น ๆ
การนั่งหลังค่อมจะทำให้ระบบประสาทและการไหลเวียนของเลือดไม่คล่องตัว ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกหากคนที่นั่งหลังค่อมจะเป็นสิวได้ง่าย หรือต้องเจอกับปัญหาสุขภาพผิวหนังบ่อยกว่าคนที่มีบุคลิกภาพดี เพราะเมื่อระบบเลือดไหลเวียนไม่สะดวก การขับถ่ายของเสียที่คั่งค้างอยู่ภายใต้ผิวหนังก็จะติดขัด ก่อให้เกิดสิว ริ้วรอย และรอยแดงตามผิวหนังได้

8. ภูมิแพ้ไวเกิน (hypersensitivities)
อาการภูมิแพ้ไวเกินคือภาวะที่ผู้ป่วยแพ้ได้แม้กระทั่งสิ่งที่ไม่มีอัตรายต่อสุขภาพร่างกายเลยสักนิด ซึ่งโรคนี้อาจมีสาเหตุแรกเริ่มจากการนั่งหลังค่อมด้วยเช่นกัน
เนื่องจากการนั่งหลังค่อมอาจทำให้ระบบประสาทซิมพาเทติก ซึ่งเป็นระบบประสาทอัตโนมัติ อันประกอบไปด้วยเส้นประสาทไขสันหลังเกิดภาวะไวต่อสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ หรือมีการตอบสนองที่ผิดปกติต่อสารส่งผ่านประสาท จนทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ไวเกินได้ง่ายขึ้น

9. มีพุง
ปัญหาระบบย่อยอาหาร รวมไปถึงปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่าย อาจเป็นหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เรามีพุงได้เหมือนกันนะคะ ดังนั้นนอกจากจะดีท็อกซ์เพื่อหน้าท้องที่ปราศจากพุงแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่แก้ได้ง่าย ๆ คือเลิกนั่งหลังค่อมแค่นั้นเอง
อย่างไรก็ดี การนั่งหลังค่อมอาจไม่ใช่บุคลิกส่วนตัวเพียงอย่างเดียว แต่จังหวะเผลอ ๆ อย่างการนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือการนั่งเล่นสมาร์ทโฟนก็อาจเปิดโอกาสให้เรานั่งหลังค่อมได้โดยที่ไม่ทันได้รู้ตัว ฉะนั้นหากรู้สึกว่าหลังไม่ตรงเมื่อไร ก็ควรรีบยืดตัวขึ้นทันทีนะคะ
และการเลือกเก้าอี้ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ให้อาการเหล่านี้หายไป ถ้าหากเราเลือกนั่งเก้าอี้ที่ดีๆ นั่งอย่างถูกวิธีและถูกออกแบบมาตามหลักสรีรศาสตร์ก็จะช่วยลดอาการต่างๆได้ DF Prochair เก้าอี้เพื่อสุขภาพ สามารถช่วยคุณได้

X