เทรนด์สุขภาพประจำปี 2020

Share on facebook
Share on twitter
Share on google
Share on pinterest
Share on email

ปี 2020 เป็นปีที่เราใส่ใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้นกว่าเดิมหลายร้อยเท่า ไม่ใช่เพราะเราอยากมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ดี แต่เป็นเพราะเราไม่อยากติดโรคระบาดอย่างโควิด-19 ที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตของเราอย่างมาก จนเกิดเป็นคำว่า “New Normal” ที่หมายถึงวิถีชีวิตที่เหมือนเดิม แต่เพิ่มเติมอะไรใหม่ๆ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคระบาดมากยิ่งขึ้น และเป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้การตอบรับเป็นอย่างดีว่าเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เราทุกคนบนโลกผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกัน

หน้ากากอนามัย / เจลแอลกอฮอล์ / Social Distancing / Quarantine

ตั้งแต่ต้นปีเราก็ต้องเจอกับมรสุมโควิด-19 ที่ทำเอาเราต้องปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตกันยกใหญ่ การจัดงานแสดงต่างๆ ทยอยยกเลิก การรวมตัว การชุมนุมร่วมกับคนจำนวนมากเริ่มเป็นสิ่งต้องห้าม หน้ากากอนามัยเป็นไอเท็มแรกที่กลายเป็นสิ่งของที่ต้องมีติดตัวตลอดเวลา หากขาดเมื่อไรอาจไม่ได้เข้าใช้บริการในพื้นที่นั้นๆ รวมถึงเจลแอลกอฮอล์ที่ต้องมีติดตัวเพื่อทำความสะอาดมือหลังหยิบจับสิ่งของสาธารณะ หรือก่อนหยิบอาหารเข้าปาก จนทำให้สองไอเท็มนี้กลายเป็นไอเท็มยอดฮิตที่ทำเอาขาดตลาดกันอยู่หลายเดือน

นอกจากนี้ คำใหม่ก็ผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เป็นมาตรการลดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก นั่นคือคำว่า Social Distancing (ในทางปฏิบัติ คือ Physical Distancing) หรือการรักษาระยะห่างทางสังคม เมื่อการไอจามเป็นสาเหตุหลักที่แพร่กระจายเชื้อโรคสู่คนอื่นได้ การรักษาระยะห่างระหว่างกันและกันจึงเป็นคำแนะนำแรกๆ ที่ช่วยลดการติดเชื้อได้ รวมถึงคำว่า Quarantine หรือ Self-Quarantine ที่หมายถึงการกักตัวเอง อยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นเวลา 14 วัน เพื่อให้มั่นใจว่าเลยระยะเวลาฟักตัวของเชื้อ เมื่อคนๆ นั้นเพิ่งมาจากพื้นที่เสี่ยงโรคระบาด รวมคงการเข้าออกต่างประเทศ จึงเกิดเป็นเทรนด์ว่าเราควรทำอะไรกันบ้างในช่วงกักตัว

นอกจากนี้ เทรนด์ในการตรวจโควิด-19 ก็มาแรงเช่นกัน ผู้ที่มีความเสี่ยง หรือข้องแวะใกล้ชิดกับผู้ที่ติดเชื้อ ต้องเข้ารับการตรวจโควิด-19 ทันที ทำให้แต่ละโรงพยาบาลต้องเตรียมการรับมือกับผู้คนมากมายที่เข้ามาใช้บริการ รวมถึงมาตรการในการดูแลผู้ป่วยปกติ กับผู้ป่วยโควิด-19 ที่ต้องแยกออกจากกัน และให้การรักษาที่แตกต่างกันด้วย

อาหารคลีน / ขนมคลีน / Plant-based food

นอกจากเรื่องโรคภัยไข้เจ็บแล้ว เรื่องของการดูแลสุขภาพที่เริ่มต้นจากอาหารก็ยังคงได้รับความสนใจเช่นเคย ในปีนี้เราได้พบเห็นอาหาร และขนมที่โฆษณาว่าเป็น อาหารคลีน ขนมคลีน มากมาย โดยผู้ผลิตหันมาใส่ใจในส่วนผสมที่ใช้มากขึ้น รวมถึงกรรมวิธีต่างๆ เช่น เปลี่ยนจากทอดเป็นย่าง หรือถ้าจะทอดก็ทอดในน้ำมันที่มีไขมันไม่อิ่มตัว และขนมคลีนที่เน้นน้ำตาลจากธรรมชาติมากกว่า ทั้งหมดนั้นเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับอาหาร และเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพให้กับผู้บริโภคมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีเทรนด์ Plant-based food หรืออาหารที่มาจากผักผลไม้ ถั่ว และธัญพืชต่างๆ มากกว่าจะเป็นอาหารที่ผ่านกระบวนการสำเร็จรูป หรืออาหารที่มาจากเนื้อสัตว์ เช่น เลือกดื่มนมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์ มากกว่านมวัว หรือถ้าง่ายๆ คือการเลือกรับประทานอาหารที่เน้นผักผลไม้มากกว่าเนื้อสัตว์ให้มากขึ้นนั่นเอง ซึ่งปัจจุบันก็มีการแนะนำสูตรอาหารประเภท Plant-based มากมาย เพราะค่อนข้างใกล้เคียงกับการกินเจ หรือมังสวิรัติอยู่บ้าง แต่ยังมีทางเลือกๆ มากกว่า เพราะ Plant-based ไม่ได้หมายความว่าให้งดเนื้อสัตว์ แต่เป็นการเพิ่มสัดส่วนในการรับประทานอาหารจากพืชผักมากขึ้น ส่วนเนื้อสัตว์ก็ปรับเปลี่ยนไปรับประทานเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำ มากกว่าเนื้อหมูเนื้อแดง เช่น ปลา ไก่ เป็นต้น เพราะฉะนั้นทางเลือกของคนรักสุขภาพ ไม่จำเป็นต้องลงเอยอยู่ที่สลัดแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

คีโตเจนิค

การรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิคยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในระยะเวลาสองสามปีที่ผ่านมา เนื่องด้วยเป็นวิธีการลดน้ำหนักที่เริ่มจากการกินอาหารที่หลายคนลด ละ เลิกไม่ได้ อย่างอาหารที่มีไขมันสูง จึงทำให้เป็นที่นิยมในหลายๆ คนที่มองว่าตัวเองไม่สามารถรับประทานแต่ผักผลไม้ได้ แต่การกินแบบคีโตเจนิคมีข้อควรระมัดระวัง และรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ใช่แค่การกินไขมันและงดแป้ง-น้ำตาลแต่เพียงอย่างเดียว ยิ่งกว่านั้นยังต้องได้รับคำแนะนำอย่างถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อไม่ให้มีปัญหากับสุขภาพโดยรวมในภายหลัง เพราะการกินคีโตเจนิคแบบผิดวิธี นอกจากจะไม่ได้ช่วยลดน้ำหนักได้อย่างที่ใจหวังแล้ว ยังอาจส่งผลให้ร่างกายมีปฏิกิริยา หรือส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะอื่นๆ ในร่างกายที่เปลี่ยนไปอีกด้วย แต่ถ้าหากศึกษาข้อมูลมาอย่างละเอียดถี่ถ้วน และอยู่ภายใต้คำแนะนำที่ถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว ผลลัพธ์ต่อสุขภาพนั้นดีมากกว่าน้ำหนักที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดแน่นอน

IF (Intermittent Fasting)

เทรนด์ของการงดมื้ออาหารเป็นที่พูดถึงกันอย่างมาก แต่เริ่มมีคนทำตามมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นวิธีง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำตามกันได้ และไม่ต้องลงทุนกับอะไรมากมาย เพียงแค่เราจำกัดเวลาในการรับประทานอาหารเท่านั้น หลักการของการงดมื้ออาหาร คือการรับประทานอาหารในระยะเวลาหนึ่ง และอีกระยะเวลาหนึ่ง (ที่ยาวนานกว่า) จะเป็นช่วงของการงดมื้ออาหาร ไม่รับประทานอะไรที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย คล้ายๆ กับการรับประทานอาหารเป็นเวลาเหมือนพระ ซึ่งพบว่าการปล่อยให้ร่างกายรู้สึกถึงความอดอยากเพียงชั่วครั้งชั่วคราว กลับให้ผลดีต่อระบบต่างๆ ในร่างกายมากกว่าให้ร่างกายได้รับอาหารจนอิ่มอยู่ตลอดเวลา

ทั้งนี้ การทำ IF แม้ว่าจะดูเหมือนเป็นวิธีลดน้ำหนักที่ง่ายที่สุดในบรรดาทุกวิธีที่กล่าวมา แต่ก็สามารถผิดพลาดกันได้ง่ายๆ เช่นกัน หลายคนต้องล้มหมอนนอนเสื่อเข้าโรงพยาบาลเพียงเพราะเลือกที่จะงดมื้ออาหารยาวนานเกินไปจนระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ หรือบางคนอาจจะหักโหมเกินไป และเลือกช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมกับลักษณะสุขภาพของตัวเอง ดังนั้นหากไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำ IF จะดีที่สุด

ใส่ใจสุขภาพจิตมากขึ้น

เชื่อหรือไม่ว่าคำค้นหายอดฮิตที่ติดอันดับของ Sanook Health หนีไม่พ้นเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพจิต ทั้งเรื่องโรคซึมเศร้า ความเครียด และอาการนอนไม่หลับ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่านอกจากเรื่องของสุขภาพกายที่เห็นได้จากภายนอกแล้ว สุขภาพจิตก็ยังสำคัญไม่แพ้กัน และยังส่งผลต่อร่างกายมากกว่าที่คุณคิด ในปีหนึ่งๆ มีคนไทยหลายคนป่วยเป็นโรคซึมเศร้า เคยคิดฆ่าตัวตาย มีความเครียดสะสมจากปัญหาครอบครัว งาน เงิน ความรัก และปัญหาทางสังคมอื่นๆ ที่ทำให้หลายคนพึ่งพาจิตแพทย์กันมากขึ้น 

ดังนั้น ในปี 2020 นี้ หัวข้อเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพจิตจึงเป็นที่พูดถึงมากพอๆ กันกับโรคโควิด-19 รวมถึงการให้คำปรึกษา การให้ความช่วยเหลือ วิธีสังเกตอาการเบื้องต้น และเข้ารับการรักษาจากจิตแพทย์จึงเป็นห้อข้อที่มีคนพูดถึง และสืบหาข้อมูลจากโลกอินเตอร์เน็ตมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ในปี 2020 ด้วย

จะได้เห็นได้ว่าในปี 2020 เทรนด์สุขภาพจะเน้นทั้งเรื่องของการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ การลดน้ำหนักที่ถูกวิธี การดูแลตัวเองตั้งแต่เรื่องอาหารการกิน และยังครอบคลุมไปถึงสุขภาพจิตที่ต้องได้รับการเยียวยาควบคู่กันไป หากอยากมีสุขภาพที่ดี นอกจากรักษาความสะอาดของมือ ใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกจากบ้านแล้ว ยังต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอด้วย หากเกิดอาการผิดปกติเมื่อไร อย่าลังเลที่จะไปพบแพทย์ เพื่อให้แพทย์ช่วยรักษาให้ตั้งแต่เนิ่นๆ และให้คำแนะนำในการรักษาสุขภาพร่างกายได้อย่างถูกต้องกันจริงๆ 

ขอบคุณข้อมูลจาก
ภาพ : iStock